หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

วิธีผสมฟอนต์ไทยและอังกฤษ

วิธีผสมฟอนต์ไทยและอังกฤษ

18:14


        บทความในวันนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผสมฟอนต์เช่นฟอนต์บางฟอนต์ที่มีแค่ภาษาอังกฤษแต่ไม่มีภาษาไทยเราจะทำยังไงถึงจะทำให้ฟอนต์นี้มีทั้งไทยและอังกฤษได้กลายเป็นฟอนต์ ttf เพียง 1 ไฟล์ วิธีนี้ทำได้เฉพาะในคอมพิวเตอร์เท่านั้นนะครับทำผ่านโทรศัพท์มือถือยังไม่มีรองรับในตอนนี้ เอาหล่ะมาถึงวิธีทำกันดีกว่า

เริ่มต้นสิ่งที่เราจะต้องเตรียมก่อนคือ
1.คอมพิวเตอร์
2.โปรแกรม FontLab Studio
3.ฟอนต์ไฟล์ ttf ที่เราต้องการ

มาเริ่มขั้นตอนการทำเลยดีกว่าครับติดตั้งโปรแกรม FontLab Studio ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราให้เรียบร้อยจากนั้นดูภาพประกอบด้วยนะครับจะได้ไม่งง


ขั้นแรกให้เปิดฟอนต์ที่เราต้องการก่อนโดยกดที่แถบ File > Open






เลือกฟอนต์ที่เราต้องการนำมาแก้ไขในที่นี้คือ Montana และ AppleMint จากนั้นกด Open ได้เลย






สังเกตถึงความแตกต่างได้คือฟอนต์ Montana ไม่มีภาษาอังกฤษจะเป็นสีเทาในช่องอักษร ส่วนฟอนต์ AppleMint เป็นสีขาวเพราะมีภาษาอังกฤษ






ให้สังเกตช่องที่กำหนดรูปแบบอักษรจะมีเลขกำหนดที่เหมือนกันทุกเทมเพลตห้ามวางผิดที่เด็ดขาด






ทำการก๊อปปี้ฟอนต์อังกฤษของ AppleMint ไปใส่ใน Montana






วางทับที่เทมเพลตของฟอนต์ Montana ได้เลย อย่าลืมดูเลขกำกับให้ตรงกันทุกตัว






เสร็จแล้วก็จะได้แบบนี้เลยสังเกตว่าฟอนต์ Montana ช่องเป็นสีขาวแล้ว






ทำเหมือนเดิมให้ครบทั้งหมดที่ต้องการ อย่าลืมเลขกำกับด้วยนะ






เมื่อเสร็จแล้วก็จะได้แบบนี้เลย Montana มีฟอนต์อังกฤษแล้ว OMG !!






มาถึงขั้นตอนในการเซฟผลงานที่เราปรับแต่งจนเป็นที่พอใจแล้วให้ทำการเซฟโดยกดที่แถบ File แล้วเลือก Generate Font หรือกด Ctrl+Alt+G






เลือกจุดหมายที่ต้องการ ตั้งชื่อ เลือกชนิดไฟล์แล้วกด Save ได้เลย






ฟอนต์ที่เราปรับแต่งแก้ไขก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว รอให้นำไปต่อยอดในงานศิลปะต่างๆ

        ก็เสร็จแล้วนะครับสำหรับขั้นตอนการผสมฟอนต์เพื่อทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น ยังไงก็ ไม่สนับสนุนให้ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือแก้ไขรายละเอียดที่เจ้าของฟอนต์ได้ทำมาแล้วนะครับ หากชอบก็กดไลค์ถูกใจก็กดแชร์ให้คนอื่นได้รู้ด้วยนะคร๊าฟ บทความหน้าจะสอนปรับความหนาและขนาดของฟอนต์

เว็บไซต์อ้างอิง: http://ohmzsgi.blogspot.com/2015/07/blog-post_8.html

สรุปผลการเรียนรู้สัปดาห์ที่ 2

สรุปผลการเรียนรู้สัปดาห์ที่ 2

1. อาจารย์ผู้สอนได้ให้ทำแบบทดสอบออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://thaiteachers.info/claroline/
    และให้กรอกคะแนนที่ได้ลงใน docs.google.com ของกลุ่มเรียน 101


2. สั่งงานออกแบบฟอนต์ ในหัวข้อดังต่อไปนี้

2.1 ฟอนต์ภาษาไทย "เรารักจันทรเกษม"
2.2 ฟอนต์อังกฤษ "we love chandraseam"

สรุปงานสัปดาห์ต่อไป

1. เลขที่ 1-3 ให้แปลข่าวภาษาอังกฤษที่หา และให้ออกมาพรีเซนต์หน้าชั้นเรียนใน วันที่  19 ม.ค. 59


2. จงแปล อ้างอิง และสรุปกระเด็นในหัวข้อ "การออกแบบตัวพิมพ์"  หรือ  (Type Design)  โดยอ้างอิง           จากเอกสาร หนังสือ ตำรา  ภาษาอังกฤษ 2 เล่ม  และ ภาษาไทย 3 เล่ม    โดยเป็นเอกสารตีพิมพ์               และเผยแพร่เท่านั้น  โดยเขียนแปล 2 หน้า (หน้าละ 30บรรทัด / 1หน้า A4) 

2.1 โดยจัดพิมพ์ลงเอกสาร Google Doc  ที่อาจารย์ผู้สอนแชร์ให้
2.2 ส่งโพสลงบล๊อคบรรทึกการเรียนรู้ของตนเองพร้อมจัดหาภาพประกอบ
2.3 จัดพิมพ์เอกสารให้เป็นรายงานและออกแบบหน้าปกที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของงานที่ทำ  พิมพ์ไฟล์             ด้วยโปรแกรม Microsoft Office Word  พิมพ์สี-เข้าเล่มปกให้เรียบร้อย
      แบบตัวพิมพ์ให้ใช้ฟอนต์ CRU Lanchand56  ขนาด 16 หัวเรื่อง 20

กำหนดเวลา 1 สัปดาห์ 18-25 ม.ค. 59

ศึกษารูปแบบการพิมพ์ได้ที่เว็บไซต์ https://sites.google.com/site/artthesis/Home/document

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

สรุปการเรียนสัปดาห์ที่1

สรุปการเรียนสัปดาห์ที่1

1.เว็บไซต์อาจารย์ผู้สอน http://prachid.com/




2.ค้นหาขอมูลเพิ่มเติมได้ที่


3.ผลงานของอาจารย์ผู้สอน



ความหมายของฟอนท์ (Font)

Font 

หมายถึง ตัวอักษรที่ต่างกันทั้งแบบและขนาด มีไว้ให้เลือกมากมายเพื่อให้เหมาะกับงานพิมพ์ประเภทต่าง ๆ เช่น ป้ายโฆษณา การพาดหัวข่าว งานพิมพ์เอกสารต่าง ๆ แบบอักษรแต่ละแบบจะมีชื่อ เพื่อให้สะดวกในการเรียกใช้ ดูตัวอย่างข้างล่างนี้ abcd ABCD ABCD

  ฟอนท์ (Font)   หรือรูปแบบตัวอักษรมีอยู่มากมายในวินโดว์ส์ การเลือกใช้งานฟอนท์นั้นขึ้นอยุ่กับความเหมาะสม ในแต่ละเอกสาร  คุณมักจะเห็นว่าในเอกสารเดียวกันนั้นมีการใช้ฟอนท์มากกว่า 1 รูปแบบเสมอ ฟอนท์ทุก ๆ ฟอนท์จะมีชื่อประจำตัวอยู่ เช่น Aril, CordiaUPC, JasmineUPC เป็นต้น ฟอนท์บางฟอนท์เป็นฟอนท์สากล คือ รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่ฟอนท์หลาย ๆ ฟอนท์นั้นอาจรุ้จักในวงจำกัดเพราะฟอนท์ดังกล่าวได้ถูกออกแบบไว้ ใช้สำหรับภาษาที่ใช้ในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น ฟอนท์ในตระกูล DB หรือ ฟอนท์ที่ลงท้ายด้วย UPC ฟอนท์เหล่านี้เป็นฟอนท์ที่ถูกสร้างให้รองรับการใช้งานกับภาษาไทย เป็นต้น



ปรับเปลี่ยนรูปแบบตัวอักษรให้ถูกใจ


นอกจากการตกแต่งเอกสารด้วยฟอนท์ที่แตกต่างกันแล้ว คุณยังสามารถเปลี่ยนขนาดตัวอักษรเช่น 

A A A A A หรือ กำหนดให้ฟอนท์มีความแตกต่างจากปกติได้ เช่น ข้อความขีดเส้นใต้ ข้อความพิเศษ ข้อความตัวเอน เป็นต้น วิธีการตกแต่งตัวอักษรไว้ใช้ในเอกสารของคุณ มีดังนี้


การเลือกรูปแบบฟอนท์

ก่อนอื่นต้องขออธิบายว่าฟอนท์มี 2 ประเภท คือ
  • ฟอนท์แบบ True Type fonts โดยคุณจะเห็นสัญลักษณ์ หรือ       นำหน้าชื่อฟอนท์แบบนี้ ซึ่งฟอนท์ True Type จะให้ผลลัพธ์การพิมพ์ที่ตรงกับที่แสดงบนหน้าจอภาพเสมอ
  • ฟอนท์แบบ “printer fonts ฟอนท์แบบนี้อาจมีผลลัพธ์การพิมพ์ที่แตกต่างกับที่คุณเห็นบนหน้าจอ แต่การทำงานที่ได้จะเร็วกว่าแบบแรก


ขั้นตอนการเลือกฟอนท์มีดังนี้

  1. เลือกข้อความที่ต้องการเปลี่ยนรูปแบบฟอนท์
  2. Click mouse ที่ลูกศรข้างปุ่ม    
  3. Click mouse เลือกรูปแบบฟอนท์
  4. ฟอนท์จะเปลี่ยนไปตามที่ต้องการ


การเปลี่ยนขนาดฟอนท์

  1. เลือกข้อความที่คุณต้องการเปลี่ยนขนาด โดยการ Drag mouse ทับข้อความนั้น
  2. Click mouse ที่ลูกศรข้างปุ่ม   
  3. เลือกขนาดฟอนท์

ตัวอักษรหนา ตัวเอน และขีดเส้นใต้

  1. เลือกข้อความที่ต้องการ โดยการ Drag mouse ทับข้อความนั้น
  2. Click mouse ที่ปุ่มเครื่องมือ ต่อไปนี้
  3. Click mouse ที่ปุ่ม     สำหรับทำตัวหนาให้กับข้อความ
    Click mouse ที่ปุ่ม     สำหรับทำตัวหนาให้กับข้อความ
    Click mouse ที่ปุ่ม     สำหรับทำตัวหนาให้กับข้อความ

Typeface vs Font ต่างกันตรงไหน?

Typeface vs Font  ต่างกันตรงไหน?



คำว่า "Typeface" และคำว่า "Font" หลายๆคนมักจะใช้ ผิดๆ ถูกๆ อยู่ครับ แม้แต่บทความหรือตามเว็บ
ไซต์ดังๆ ก็ยังพบว่ามีการใช้ 2 คำนี้แบบผิดๆ อยู่ บทความนี้จะอธิบายความหมายและความแตกต่างของ 2 คำนี้ รวมไปถึงที่มา ลองมาดูว่าคุณใช้ 2 คำนี้ถูกหรือเปล่า?

Typeface vs Font 

Typeface คือ แบบของตัวอักษร ที่ออกแบบหรือคืดค้นขึ้นมาโดย "นักออกแบบตัวอักษร" นั่นเองครับ
ซึ่งในแต่ละ typeface จะมี shape ที่แตกต่างกันออกไป ส่วน font นั้นเป็นเพียง ''รูปแบบ" หรือ "ลักษณะ" หนึ่งของ typeface ครับ    ตัวอย่างเช่น "Helvetica Bold Condensed Italic"  เป็นคนละ  font  กับ "Helvetica Condensed Italic"  และ  "Helvetica Bold Condensed "  แต่ทั้ง 3 fonts นั้น                      ถือว่าอยู่ใน typeface เดียวกันซึ่งก็คือ  "Helvetica"

พูดง่ายๆ ก็คือ typeface หมายถึง กลุ่มของ fonts ต่างๆที่มี design เหมือนกัน แต่ต่างกันในแง่ของ           "ความหนา ( font-weight )" , "ความกว้าง ( font-stretch ) และ "ความเอียง ( font-style )" นั่นเองครับ


ที่มาของคำว่า "Font"

หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ยางคนอาจเข้าใจมาตลอดว่า font คือ แบบของตัวอักษร        ( typeface ) ถ้าอยากหายสงสัยต้องไปศึกษาที่มาของมันครับ "font" มาจากคำว่า "fount" ซึ่ง แปลว่า      " สิ่งที่ถูกหลอม "  ในสมัยก่อน การจะพิมพ์ตัวหนังสือลงไปบนอะไรสักอย่างจะต้องใช้ " ตัวพิมพ์ "    ซึ่ง    มักจะสร้างมาจากโลหะที่เอามาหลอมลงในแม่พิมพ์  ซึ่งหมายความว่า หากเราอยากได้ตัวหนา ตัวหว้าง  ตัวเอียง หรือแม้แต่ตัวขนาดใหญ่ขึ้น  เราจำเป็ฯจะต้องสร้าง "ตัวพิมพ์" ขึ้นมาใหม่ เพื่อมารองรับ  ตัวอักษรแบบนั้นๆ โดยเฉพาะ และนี่เอง ที่ทำให้เราเรียก "รูปแบบ" ของตัวอักษรที่แตกต่างหันว่า  "font" 
แต่ในปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนจากยุคของโลหะมาเป็นยุค digital ทำให้ขนาดของอักษรนั้นสามารถเพิ่มหรือลดได้โดยง่าย นิยามของคำว่า "font" จึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหลือแค่ความต่างกันในด้านของความหนา ความกว้าง และ ความเอียง เท่านั้น



Font หรือ “Fount” ในสมัยก่อนทำมาจากโลหะหรือไม้

รู้จักกับ Glyph ใน Typeface

เชื่อว่าหลายๆ คน คงเคยได้ยินคำว่า "serif" กันมาตั้งแต่เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ แต่คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ความหมายของมัน คำว่า "serif" ก็คือ "การเล่นหาง" นั่นเองครับ typeface ใดก็ตามที่เป็นแบบ serif ก็หมายความว่า ทุกๆ glyph จะมีการตวัดหาง ไม่ได้จบแบบห้วนๆ ซึ่งตะตรงกันข้ามกับ typeface แบบ " Sans-serif " ที่จะไม่มีการเล่นหางใดๆ ที่สิ้น  ( คำว่า "sans" มาจากฝรั่งเศศ ซึ่ง แปลว่า "ไม่มี" )


จากการสำรวจ พบว่า typeface แบบ serif นั้นจะอ่านได้ง่ายกว่าหากใช้กับข้อความยาวๆ ซึ่งนี้เองเป็นสาเหตุที่สื่อสิ่งพิมพ์นิยมใช้ typeface แบบนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้ typeface แบบ sans-serif กลับได้รับความนิยมมากกว่าบนเว็บไซต์ เนื่องจากการเล่นหางของ serif นั้น อาจทำให้อ่านได้ยากขึ้น หากดูด้วยหน้าจอที่มีความละเอียดไม่สูงนัก




รู้จักกับ Typeface แบบ Proportional และ Monospaced


typeface แบบ “Proportional” จะมีความกว้างของ glyph ที่แตกต่างกันออกไป เช่น glyph ที่ใช้แทนตัว “i” กับ “w” จะมีความกว้างไม่เท่ากัน ตรงข้ามกับ typeface แบบ “Monospaced” ซึ่งแต่ละ glyph จะมีความกว้างเท่ากันเสมอ
โดย ทั่วไปแล้ว typeface แบบ proportional นั้นจะดูสวยงาม และอ่านง่ายกว่า ซึ่งเรามักจะพบเห็น typeface แบบนี้ได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ รวมไปถึง GUI ของ application ต่างๆ
แต่ typeface แบบ monospaced ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลย ด้วยลักษณะที่ทุกๆ glyph มีความกว้างเท่ากันหมด จึงนิยมนำ typeface แบบนี้มาใช้กับ เครื่องพิมพ์ดีด, หน้าจอที่แสดงผลได้เฉพาะตัวอักษร(เช่น นาฬิกาดิจิตอล) รวมไปถึง หน้าจอ Terminal เป็นต้น


proportional vs monospaced typeface



แล้วทำไมต้องมี Font ?

สาเหตุ ที่ใน typeface เดียวกัน ต้องแบ่งออกเป็น fonts ต่างๆ ก็เพื่อ “Readability” นั่นเองครับ ในหน้าเดียวกัน เราอาจใช้ typeface เพียงแบบเดียว แต่อาจเลือกใช้ fonts หลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับเนื้อหาในแต่ละส่วน ไม่ว่าจะเป็น header, article, aside, footer เป็นต้น
fonts แต่ละแบบจะแตกต่างกันในเรื่องของ ความหนา ความกว้าง และความเอียง ซึ่งถ้าทั้ง 3 รูปแบบนี้ เป็นค่าปกติทั้งหมด เราจะเรียก font นั้นว่า “Roman” หรือ “Regular” ส่วน font ที่ไม่ใช่ Roman จะเกิดได้ 2 กรณีด้วยกันคือ รูปแบบเหล่านั้น ถูกใส่เข้ามาใน font file(เช่น font “Helvetica Condensed Bold Italic”) หรือ รูปแบบนั้น ถูก render ด้วย “Algorithm” ของ web browser
(เช่น font “Helvetica” + font-weight:bold)


font synthesis comparison


ตาม specification ของ CSS3 หากรูปแบบที่เรากำหนดนั้น มีอยู่ใน font file แล้ว web browser จะใช้ font นั้นในการแสดงผลทันที แต่ถ้าไม่พบ web browser จะ “สังเคราะห์” font นั้นๆ ขึ้นมาจาก Roman หรือ Regular ของ typeface นั้นๆ ซึ่ง font ที่ได้ อาจไม่สวยงามเท่า เพราะสร้างมาจากการคำนวณ ตัวอย่างเช่น เราต้องการแสดงผล typeface “Helvetica” แบบตัวหนา ถ้าเรามี font “Helvetica Bold” ตัวอักษรที่แสดงผลจะสวยงาม สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเราไม่มี แล้วเราใช้ font “Helvetica” แทน web browser จะ render โดยการเพิ่ม outline ให้หนาขึ้น เพื่อให้ตัวอักษรที่ออกมาดูหนาขึ้นนั่นเองครับ




ถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นว่า font แท้ๆ จะคมชัดกว่า font ที่สังเคราะห์ขึ้นด้วย algorithm

บทสรุปของ Typeface vs Font

Typeface คือแบบอักษรที่ Designer ได้ออกแบบขึ้นมา ส่วน Font คือ Typeface ที่มีความต่างกันในเรื่องของความหนา ความกว้าง และความเอียง




เว็บไซต์อ้างอิง
http://www.siamhtml.com/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87-typeface-vs-font-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/